UNITED SECURITIES WEBSITE
etrade@unitedsec.com ฝ่ายค้าหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์   0-2652-8986  0-2654-7687
 
 
บริการเสริม
ปฏิทินวันหยุด
eForms Download
สมัครงาน
   Facebook  Twitter
ตัวอย่างการซื้อขาย
PDA
ดาวน์โหลด
Flash Player
Flash Player(PDA)
Adobe Reader
Adobe Reader(PDA)
JAVA Virtual Machine

  Streaming iPhone
1. SET50 INDEX FUTURES
    1.1 SET50 Index Futures
    1.2 ลักษณะของสัญญา SET 50 Index Futures
    1.3 หลักประกัน
    1.4 การ Mark to Market คืออะไร
    1.5 ประโยชน์ของ SET50 Index Futures
    1.6 กลยุทธ์และตัวอย่างการซื้อขาย SET50 Index Futures
 

1.1 SET5 Index Futures

  
   ฟิวเจอร์ส

      สัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันที่จะซื้อขายสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งในอนาคต โดยทำการตกลงราคาและจำนวนไว้ตั้งแต่วันทำสัญญาซึ่งราคาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันไว้ว่าจะซื้อขายในอนาคตเรียกว่า ราคาฟิวเจอร์ส ซึ่งผู้ที่ทำการซื้อฟิวเจอร์ส เรียกว่า มีฐานะรอซื้อ หรือ(Long Position) ส่วนผู้ที่ขายฟิวเจอร์ส เรียกว่ามีฐานะรอขาย หรือ (Short Position)


   SET50 Index Futures
      สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่เป็นการผสมกันระหว่าง “ SET50 Index” และ “Futures” ดังนั้น SET50 Index Futures เป็นฟิวเจอร์ส ประเภทหนึ่งที่มีสินค้าอ้างอิงเป็น SET50 Index ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายจะทำการตกลงกันว่าจะซื้อขาย SET50 Index ที่ดัชนีเท่าใดโดยมีการตกลงผ่านการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ ส่วนรายละเอียดลักษณะของสัญญาจะมีความเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยทางตลาดอนุพันธ์เป็นผู้กำหนด การที่ SET50 Index เป็นดัชนีราคาหุ้นจึงมีความยุ่งยากที่จะนำดัชนีมาส่งมอบกันโดยตรงในอนาคต ดังนั้นในวันที่ครบกำหนดสัญญาจึงมีการชำระเงินตามส่วนต่างกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นเรียกว่า วิธีการชำระราคาส่วนต่างเป็นเงินสด (Cash Settlement)

[กลับไปข้างบน]



1.2 ลักษณะของสัญญา SET 50 Index Futures

รายละเอียด
สินค้าอ้างอิง ดัชนีSET50ที่คำนวณและเผยแพร่ โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ตัวคูณดัชนี 1,000 บาท ต่อ 1 จุดของดัชนี
เดือนที่สัญญาสิ้นสุดอายุ เดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคมโดยนับไปไม่เกิน 4 ไตรมาส
ช่วงราคาซื้อขายขั้นต่ำ 0.1 จุด
ช่วงการเปลี่ยนแปลงของราคาสูงสุดแต่ละวัน +/-30%ของราคาที่ใช้ชำระราคาในวันทำการก่อนหน้า
เวลาซื้อขาย
Pre-open : 9:15 - 9:45
Morning session: 9:45 - 12:30
Pre-open : 14:00 - 14:30
Afternoon session: 14:30 - 16:55
การจำกัดฐานะ ห้ามมีฐานะสุทธิรวมใน SET50 Index Futures และ SET50 Index Optionsเมื่อคำนวณฐานะเทียบเท่ากับ SET50 Index Futures ในเดือนใดเดือนหนึ่งหรือทุกเดือนรวมกันเกิน 10,000 สัญญา
วันซื้อขายวันสุดท้าย วันทำการก่อนวันทำการสุดท้ายของเดือนที่สัญญาสิ้นสุดอายุ โดยให้ช่วงเวลาซื้อขายในวันสุดท้ายของการซื้อขายสิ้นสุดในเวลา 16.30 น.
ราคาที่ดัชนีที่ใช้ชำระราคาในวันซื้อขายวันสุดท้าย(Final Settlement Price)

ค่าเฉลี่ยของดัชนี SET50 ของวันซื้อขายวันสุดท้ายของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยคำนวณจากค่าดัชนี SET50 รายนาที ตั้งแต่ค่าดัชนี ณ เวลา 16:01 น. ถึง ค่าดัชนี ณ เวลา 16:30 น.และค่าดัชนีราคาปิดของวันนั้น โดยตัดค่าที่มากที่สุด 3 ค่า และค่าที่น้อยที่สุด 3 ค่าออก และใช้ค่าทศนิยม 2 ตำแหน่ง

วิธีการส่งมอบ / ชำระราคา ชำระราคาเป็นเงินสด

[กลับไปข้างบน]



1.3 หลักประกัน


1.3.1. หลักประกันสำคัญที่ควรทราบก่อนทำการซื้อขาย Futures
    หลักประกันขั้นต้น (Initial Margin):
ระดับหลักประกันที่ลูกค้าจะต้องมีก่อนการเปิดฐานะซื้อหรือขายเพื่อครอบคลุมต้นทุน ที่อาจเกิดขึ้น จากการล้างฐานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้า อันเป็นผลจากการเคลื่อนไหวของราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในหนึ่งวัน

    หลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin):
ระดับหลักประกันที่ลูกค้าจะต้องดำรงไว้ หากเงินประกันลดลงต่ำกว่าระดับหลักประกันรักษาสภาพขั้นต้น ลูกค้าจะต้องนำเงินประกันมาวางเพิ่ม เพื่อให้หลักประกันกลับไปอยู่ในระดับของหลักประกันขั้นต้น ทั้งนี้เพื่อมิให้มีการสะสมการขาดทุนจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ยังมีภาระผูกพันอยู่ เกินกว่าหนึ่งวัน

    หลักประกันขั้นต่ำเพื่อบังคับปิดฐานะ (Force Closed Margin):
ระดับเงินหลักประกันลดลงต่ำกว่าระดับหลักประกันขั้นต่ำเพื่อบังคับปิดฐานะ ลูกค้าจะต้องนำเงินประกันมาวางเพิ่ม เพื่อให้หลักประกันกลับไปอยู่ที่ระดับหลักประกันขั้นต้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น อันเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวของราคาอย่างรุนแรง
1.3.2. มูลค่าหลักประกัน
หลักประกันของ SET50 Index Futures สำหรับลูกค้าทั่วไป

SET50 Index Futures
หลักประกันทางเดียว Outright
หลักประกันต่อ 1 คู่ Spread
หลักประกันเริ่มต้น
(Initial Margin : IM)
53,200 บาท
13,300 บาท
หลักประกันรักษาสภาพ
(Maintenance Margin : MM)
37,240 บาท
9,310 บาท
หลักประกันปิดสถานะระหว่างวัน
(Intraday Force Close Multiplier :
FC)
15,960 บาท
3,990 บาท
**หมายเหตุ อัตราหลักประกันอาจเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ โดยบริษัทจะประกาศแจ้งให้ทราบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
1.3.3. การคำนวณหลักประกัน
    วิธีการคำนวณ จะหาจำนวนหลักประกันจากการเปิดฐานะของลูกค้า
      ส่วนที่จับคู่กันได้ จะคิดเป็นหลักประกันส่วนต่าง (Spread)
      ส่วนที่จับคู่ไม่ได้ จะคิดเป็นหลักประกันทางเดียว (Outright)
      
    หลักประกันทางเดียว (Outright) เป็นการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์ส โดยสร้างสถานะด้านใด ด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว เช่น Open Long สัญญาที่จะหมดอายุเดือนกันยายน ปี 2008 (S50U08) 3 สัญญา และ Open Long สัญญาที่จะหมดอายุเดือนธันวาคม ปี 2008 (S50Z08) 2 สัญญา แสดงว่ามี Outright รวมทั้งสิ้น 5 สัญญา
     
    ปัจจุบันบริษัทฯกำหนด ระดับหลักประกันทางเดียว (Outright) เท่ากับ 49,400 บาท/1สัญญา เช่น ลูกค้าทำการซื้อ (Long) S50M08 1สัญญา ที่ราคา 450 จุด ลูกค้าจะต้องวางหลักประกัน โดยรวม Com และ Vat แล้วเท่ากับ 49,881.50 บาท
     
    หลักประกันแบบส่วนต่าง (Spread) เป็นการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สชนิดเดียวกัน แต่ส่งมอบต่างเดือนกัน โดยสร้างสถานะซื้อ Series หนึ่ง พร้อมกับสร้างสถานะขายอีก Series หนึ่งในจำนวนที่เท่ากัน เช่น Open Long สัญญาที่จะหมดอายุเดือนกันยายน ปี 2008 (S50U08) 7 สัญญา และทำ Open Short สัญญาที่จะหมดอายุเดือนธันวาคม ปี 2007 (S50Z07) 3 สัญญา แสดงว่า มี Spread อยู่ 3 คู่ และมี Outright อยู่ 4 สัญญา
    
    ปัจจุบันระดับหลักประกันส่วนต่าง(Spread) 1 คู่ จะเท่ากับ 25% ของหลักประกันทางเดียว (Outright) 1 สัญญา

[กลับไปข้างบน]



 1.4 การ Mark to Market คืออะไร

    กระบวนการที่โบรกเกอร์ใช้เพื่อปรับสถานะในสัญญาฟิวเจอร์ส ของนักลงทุน ให้สะท้อนกับการเปลี่ยนแปลงของ
ราคาฟิวเจอร์สในแต่ละวัน โดยโบรกเกอร์จะคำนวณส่วนต่างของราคาอ้างอิงรายวันของสัญญาฟิวเจอร์ส ในวันนั้นๆ
( Fixed Rate / Daily Settlement price) เทียบกับราคาต้นทุนของฟิวเจอร์ส ของนักลงทุน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าถือสัญญาฟิวเจอร์ส อยู่ก่อนแล้ว ทุกสิ้นวันทำการจะนำเอาราคาอ้างอิงของสัญญาฟิวเจอร์ส ของวันก่อนหน้าเทียบกับราคาอ้างอิงของสัญญาฟิวเจอร์สในวันนี้ แต่ถ้าซื้อหรือขายเพื่อเปิดและปิดสถานะในวันเดียวกัน ให้ใช้ราคาอ้างอิงรายวันของสัญญาฟิวเจอร์สในวันนั้น ๆ เทียบกับราคาต้นทุน เป็นต้น โดยหากในวันนั้นๆ เกิดกำไรขึ้น จะมีการโอนเงินกำไรที่เกิดขึ้นเข้าบัญชีของนักลงทุน และหากเกิดขาดทุนขึ้น เงินจะถูกหักออกจากบัญชีของนักลงทุนเช่นกัน ทำให้บัญชีของนักลงทุนมีการปรับสถานะให้ตรงตามราคาตลาดทุกวัน
    
 ในกรณีที่หลักประกันเทียบเท่าเงินสด (Equity Balance : EB) สูงกว่าระดับหลักประกันเริ่มต้น (Initial Margin : IM) นักลงทุนสามารถถอนหลักประกันส่วนเกิน (Excess Equity : EE) ไปใช้ได้ หรือ ใช้เป็นหลักประกันในการเปิดฐานะเพิ่มเติมได้
    
 แต่ถ้าหลักประกันเทียบเท่าเงินสด (EB) ต่ำกว่าระดับหลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin : MM)
นักลงทุนต้องวางหลักประกันเพิ่มกลับไปที่ระดับหลักประกันเริ่มต้น (IM)


[กลับไปข้างบน]



1.5 ประโยชน์ของ SET50 Index Futures

1.5.1 ประโยชน์ในการบริหารความเสี่ยง
ในกรณีที่นักลงทุนมีพอร์ตหุ้นที่อยู่ในกลุ่มดัชนี SET50 ถ้านักลงทุนคาดการณ์ว่าภาวะตลาดจะตกต่ำในช่วง 3 เดือนข้างหน้า นักลงทุนก็อาจเข้าไป "ขาย" ฟิวเจอร์สของดัชนี SET50 ในตลาดอนุพันธ์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดผลขาดทุนจากราคาหุ้นในพอร์ตที่ปรับตัวลดลง โดยไม่ต้องขายหุ้นในพอร์ตออกไป หากตลาดอยู่ในภาวะขาลงจริงตามที่คาด นักลงทุนก็จะได้รับกําไรจากการขายฟิวเจอร์สนั้น ดังนั้น ในภาวะตลาดที่ตกต่ำ ถึงมูลค่าพอร์ตจะขาดทุน แต่นักลงทุนมีการ “ขาย” ฟิวเจอร์สล่วงหน้า จึงได้รับกําไรจากฟิวเจอร์สมาถัวเฉลี่ยกับขาดทุนจากพอร์ตการลงทุน ในที่สุดแล้ว นักลงทุนจะไม่ได้รับผลกระทบจากตลาดขาลง หรือ ถ้าได้รับผลกระทบก็ได้รับไม่มาก ในทางกลับกัน หากคาดการณ์ว่าภาวะตลาดอยู่ใน "ขาขึ้น" ก็ต้องเข้าไป "ซื้อ" ฟิวเจอร์สเอาไว้ล่วงหน้า หากตลาดขึ้นจริงตามที่คาด นักลงทุนก็จะได้กําไรจากการซื้อฟิวเจอร์สนั้น
1.5.2 ประโยชน์ในการทํากําไร
SET50 Index Futures มีจุดเด่นหลายข้อที่ทําให้ผู้ลงทุนทั่วโลกใช้เป็นเครื่องมือในการทํากําไรได้แก่

    ใช้เงินลงทุนน้อย : การซื้อขาย SET50 Index Futures เปรียบเสมือนกับการที่ผู้ลงทุนสามารถมีสถานภาพการลงทุน (Exposure) ในหุ้น 50 ตัวพร้อมกัน โดยไม่จําเป็นต้องเข้าไปซื้อขายหุ้นจริงทั้ง 50 ตัวซึ่งต้องใช้เงินลงทุน
จํานวนมาก และยังค่อนข้างยากในทางปฏิบัติอีกด้วย เช่น ถ้าเราซื้อ หุ้นราคา 500,000 บาท เราก็ต้องจ่ายเงินค่าหุ้นทั้งหมด 500,000 บาท ในขณะที่การลงทุนใน SET50 Index Futures นั้น เราจะจ่ายเพียงเงินประกันขั้นต้น เท่านั้น ซึ่งกําหนดไว้ไม่เกิน 10% ของมูลค่าสัญญา เช่น ถ้าฟิวเจอร์ส 1 สัญญา มีมูลค่า 500,000 บาท เราก็จ่ายเงินประกันขั้นต้นไม่เกิน 50,000 บาทเท่านั้น
     มีโอกาสได้อัตราผลตอบแทนสูง : เนื่องจากการซื้อขายฟิวเจอร์สเปรียบเสมือนกับซื้อขายหุ้นทั้ง 50 ตัวในดัชนี SET50 โดยการใช้ เงินลงทุน เพียงนิดเดียว ดังนั้น หากดัชนี SET50 เพิ่มขึ้นหรือลดลงทําให้ผู้ลงทุนได้กําไร เมื่อเรานําเงินกําไรดังกล่าวมาคิดอัตราผลตอบแทน เราจะพบว่า การลงทุนในฟิวเจอร์สได้อัตราผลตอบแทนสูง เช่นจากตัวอย่างข้างต้น ถ้าผู้ลงทุนได้กําไร 5,000 บาท เมื่อนํามาคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับเงินลงทุน 50,000 บาท เทียบได้ว่า อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในฟิวเจอร์สสูงถึง 10% ในขณะที่การซื้อขายหุ้นจริง จะให้อัตราผลตอบแทนเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าว ก็เป็น คุณสมบัติที่สําคัญของฟิวเจอร์สและอนุพันธ์อื่น ๆ ในเรื่องของการมี Leverage สูง หรือ ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าแต่ให้ผลตอบแทนที่เท่ากัน
    ทํากําไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง : เนื่องจากการซื้อขายฟิวเจอร์สเป็นเพียงการตกลงทําสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งเป็นการตกลงกัน ในวันนี้ว่า จะซื้อหรือจะขาย แต่การจ่ายชําระเงินจะเกิดขึ้นจริงในอนาคต ดังนั้น ถ้าเราคาดว่าตลาดอยู่ในขาลง เราก็สามารถที่จะขายฟิวเจอร์สเพื่อทํากําไรได้แม้ว่า เราจะ ยังไม่เคยซื้อฟิวเจอร์สมาก่อนเลย SET50 Index Futures จึงช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้ลงทุนทําให้สามารถลงทุนได้ตลอดเวลา

    วิเคราะห์ง่ายไม่ยุ่งยาก : เนื่องจากการซื้อขาย SET50 Index Futures เปรียบเสมือนว่าผู้ลงทุนได้ซื้อหรือขายหุ้นทั้ง 50 ตัวได้ในครั้ง เดียว โดยเป็นการประเมินความเคลื่อนไหวของตลาดจากภาพรวม การตัดสินใจซื้อขาย Futures นั้นสามารถวิเคราะห์ได้โดยอ้างอิงจากภาพรวมของตลาด ไม่ต้องใช้ การวิเคราะห์เป็นรายตัว ดังนั้น ผู้ลงทุนที่ถือครองหุ้นของตลาดหลักทรัพย์ไทยจึงสามารถใช้ SET50 Index Futures ในการบริหารความเสี่ยงของ ความเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนของการลงทุนในหุ้นได้เเป็นอย่างดี ในขณะที่ผู้ลงทุนทั่วไปสามารถใช้เครื่องมือนี้ในการเป็นทางเลือกของการลงทุนได้

[กลับไปข้างบน]

 1.6 กลยุทธ์และตัวอย่างการซื้อขายของ SET50 Index Futures

     SET50 Index Futures สามารถใช้เป็นเครื่องมือลงทุนในตลาดได้ทั้งในภาวะตลาดขาขึ้นและตลาดขาลงตามการคาดการณ์ของผู้ลงทุน เนื่องจากผู้ลงทุนสามารถ “ซื้อก่อนขาย” หรือ “ขายก่อนซื้อ” ก็ได้ ดังนี้

คาดว่าตลาดจะเป็นขาขึ้น
ควรใช้กลยุทธ์ “ซื้อ” SET50 Index Futures เรียกว่า “Long Position”
คาดว่าตลาดจะเป็นขาลง
ควรใช้กลยุทธ์ “ขาย” SET50 Index Futures เรียกว่า “Short Position”
1.6.1 กลยุทธ์ซื้อ SET50 Index Futures
  
 เนื่องจากดัชนี SET50 เป็นสินค้าอ้างอิงของ SET50 Index Futures การซื้อหรือขาย SET50 Index Futures จึงเหมือนกับการซื้อขายดัชนี SET50 ในอนาคต หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ราคาของ SET50 Index Futures จะเคลื่อนไหวขึ้นลงตามดัชนี SET50 หากดัชนี SET50 ปรับตัวเพิ่มขึ้น ราคาของ SET50 Index Futures ก็มีแนวโน้มจะปรับขึ้นตาม แต่หากดัชนี SET50 ปรับตัวลดลง ราคาของ SET50 Index Futures ก็มีแนวโน้มจะปรับตัวลดลงตามไปด้วย
  
 ในการซื้อฟิวเจอร์ส หากอนาคตตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นจนส่งผลให้ดัชนี SET50 ปรับตัวเพิ่มขึ้น ราคาของ SET50 Index Futures ก็มีแนวโน้มจะปรับขึ้นตาม ดังนั้น ผู้ลงทุนที่ซื้อฟิวเจอร์สเอาไว้ก็จะได้กำไร เพราะสามารถขาย
ฟิวเจอร์สในตลาดได้ราคาสูงขึ้น ได้กำไรส่วนต่างราคาที่สูงขึ้นจุดละ 1,000 บาท เช่น


วันที่ 1 ก.พ. 2551
ซื้อ SET50 Index Futures ที่ราคา
600 จุด
วันที่ 15 ก.พ. 2551
ขาย SET50 Index Futures ที่ราคา
610 จุด
คิดเป็นกำไร
610 – 600 = 10 จุด
(1 จุด = 1,000 บาท)
10 จุด x 1,000 บาท = 10,000 บาท

1.6.2 กลยุทธ์ขาย SET50 Index Future

     ในการขายฟิวเจอร์สไว้ แล้วต่อมาตลาดหุ้นปรับตัวลดลงจนส่งผลให้ดัชนี SET50 ปรับตัวลดลงไปด้วยราคาของ SET50 Index Futures ก็มีแนวโน้มจะปรับตัวลดลงตาม ดังนั้น ผู้ลงทุนที่ขายฟิวเจอร์สเอาไว้ก็จะได้กำไร เพราะเหมือนกับใช้กลยุทธ์ “ขายก่อนซื้อ” เดิมขายไว้ราคาแพง และต่อมาสามารถซื้อฟิวเจอร์สในตลาดได้ราคาถูก ได้กำไรตามส่วนต่างดัชนีที่ลดลง โดยดัชนีที่ลดลง 1 จุด จะได้กำไรจุดละ 1,000 บาท

วันที่ 10 มี.ค. 2551
ขาย SET50 Index Futures ที่ราคา
550 จุด
วันที่ 17 มี.ค. 2551
ซื้อ SET50 Index Futures ที่ราคา
530 จุด
คิดเป็นกำไร
550 – 530 = 20 จุด
(1 จุด = 1,000 บาท)
20 จุด x 1,000 บาท = 20,000 บาท

1.6.3 ตัวอย่างการคิดกำไรขาดทุน
     
ถ้านาย ก ซึ่งเป็นลูกค้าของโบรกเกอร์ A ต้องการซื้อ SET50 Index Futures ของเดือนกันยายน 2548 จำนวน 1 สัญญาโดย โบรกเกอร์A กำหนด "เงินประกันขั้นต้น" ในการซื้อขาย SET50 Index Futures ไว้ที่ 50,000 บาท ต่อ 1 สัญญา และกำหนด "เงินประกันขั้นต่ำ"เท่ากับ 35,000 บาท นาย ก จึงต้องโอนเงินเข้าบัญชีอย่างน้อย 50,000 บาท ก่อน จึงจะส่งคำสั่งซื้อได้

วันที่
รายการที่เกิดขึ้น
ราคา ณ สิ้นวัน
กำไร / ขาดทุน
(1 จุด = 1,000 บาท)
เงินโอนเข้า / ถอนออก (บาท)
ยอดเงินในบัญชี(บาท)
1 ส.ค.
ซื้อฟิวเจอร์สที่ 480 จุด
 
 
 
50,000
 
ปรับปรุงกำไรขาดทุน
485
+ 5,000
 
55,000
2 ส.ค.
ปรับปรุงกำไรขาดทุน
458
- 27,000
 
28,000
3 ส.ค.
โบรกเกอร์ A เรียกเงินประกันเพิ่มจากนาย ก
 
 
+ 22,000
50,000
 
ปรับปรุงกำไรขาดทุน
465
+ 7,000
 
57,000
4 ส.ค.
ขายฟิวเจอร์สที่ 475 จุด
 
+10,000
 
67,000

   วันที่ 1 ส.ค.

   จากตาราง ในวันที่ 1 นาย ก ซื้อ SET50 Index Futures ที่ 480 จุด พอสิ้นวัน โบรกเกอร์ A คำนวณกำไรขาดทุนใน บัญชีของ นาย ก โดยการ mark to market โดยใช้ราคา ณ สิ้นวัน คือ 485 จุด นาย ก จึงได้กำไร 5 จุด หรือคิดเป็นเงิน 5,000 บาท โบรกเกอร์ A จะโอนเงินกำไรนี้เข้าบัญชีของนาย ก ทำให้ยอดเงินในบัญชีของ นาย ก เพิ่มขึ้นเป็น 50,000 + 5,000 = 55,000 บาท

   วันที่ 2 ส.ค.

   ในวันที่ 2 สมมติว่าราคา ณ สิ้นวัน เท่ากับ 458 จุด เมื่อคำนวณกำไรขาดทุนในบัญชีแล้ว นาย ก จะขาดทุนไป 458 จุด – 485 จุด = 27 จุด หรือคิดเป็นเงิน 27,000 บาท โบรกเกอร์ A ก็จะหักเงินออกจากบัญชีของนาย ก ทำให้เงินประกันของนาย ก ลดลงเหลือ 55,000 - 27,000 บาท = 28,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าระดับเงินประกันขั้นต่ำที่โบรกเกอร์ A กำหนดไว้ คือ 35,000 บาท โบรกเกอร์ A จึงเรียกเงินประกันเพิ่มจากนาย ก อีก 22,000 บาท เพื่อ ให้ระดับเงินประกันในบัญชีของนาย ก เพิ่มกลับไปที่ 50,000 บาท ซึ่งเป็นระดับเงินประกันขั้นต้นอีกครั้งหนึ่ง

   วันที่ 3 ส.ค.

     นาย ก. นำเงินไปวางในบัญชีเพิ่มเติม 22,000 บาท และพอสิ้นวันมีการ Mark to market ที่ราคา 465 บาท นาย ก ได้กำไร 465 จุด + 465 จุด = 7 จุด คิดเป็นเงิน 7,000 บาท ทำให้ยอดเงินในบัญชีของนาย ก เพิ่มเป็น 57,000 บาท

   วันที่ 4 ส.ค.

   นาย ก. ต้องการปิดสถานะของสัญญา โดยส่งคำสั่งขายฟิวเจอร์ส ที่ราคา 475 จุด จึงเท่ากับนาย ก. ได้กำไรเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า 10,000 จุด และได้เงินคืนทั้ง ก้อนเป็นจำนวน 67,000 บาท


กำไร / ขาดทุนที่เกิดขึ้น

จากตัวอย่างข้างต้น นาย ก. ได้ขาดทุนทั้งสิ้น
  = ราคาขาย – ราคาซื้อ
 
  = (475 จุด – 480 จุด) x 1,000 บาทต่อจุด
  = 5,000 บาท
  
 ซึ่งมีค่าเท่ากับเงินกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นในแต่ละวันคือ 5,000 – 27,000 + 7,000 + 10,000 = 5,000 บาท เพียงแต่การ Mark to Market เป็นแค่ การนำ เอากำไร ขาดทุนทั้งก้อน มาแบ่งทยอยรับ ทยอยจ่ายไป เพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้แก่ผู้ลงทุน ให้ผู้ลงทุนได้ติดตามสถานะ และประเมินผลกำไรขาดทุนของตน ที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที

[กลับไปข้างบน]